วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563

โฆษกดร.สาว ลั่นเพื่อไทยปกป้องประชาชน

 24 ต.ค.63 - ผศ.ดร.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 26-27 ตุลาคมที่จะถึงนี้ว่าในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม เพื่อเตรียมความพร้อมครั้งสุดท้ายในประเด็นการอภิปราย โดยเป้าหมายหลักคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งมวล ท่าทีที่ไม่ยอมรับความผิดพลาดในการบริหารประเทศจนประเทศเดินต่อไปไม่ได้เกือบทุกๆด้าน


ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ขณะนี้ตัวเลขหนี้สินภาคครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 83% ของ GDP ประชาชนไม่มีรายได้ การอุปโภคบริโภคชะลอตัว ภาคการส่งออกติดลบ ภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่มีทีท่าฟื้นตัว


ในขณะที่การบริหารราชการแผ่นดินมีความผิดพลาดมาตลอด นายกฯไม่มีวิสัยทัศน์ นำพาประเทศไปสู่ความขัดแย้ง ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามผู้ชุมนุมที่ชุมนุมโดยสันติวิธี การใช้กฎหมายคุกคามผู้ท่ีเห็นต่าง และจับกุมดำเนินคดี ฯลฯ


นอกจากนี้ปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ร่างขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับการสืบทอดอำนาจของ คสช. จนกลายเป็นปัญหาท่ีประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจเผด็จการ จึงต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน


ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลนี้คือ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะเน้นย้ำเพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ชุมนุมออกมา ขีดเส้นตายให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก


ผศ.ดร. กล่าวว่า การที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในครั้งนี้ แม้จะถูกบีบด้วยเงื่อนไขของเวลา เงื่อนไขของญัตติรัฐบาล แต่สิ่งหนึ่งในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้านต้องทำคือ การหาทางออกในกระบวนการทางสภา พรรคเพื่อไทยเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เรามีหน้าที่ชี้แจงให้เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้และอธิบายในสิ่งที่ประชาชนถูกกล่าวหาผ่านญัตติที่ฝ่ายรัฐบาลยื่นมา


เรามีหน้าที่ในการปกป้องประชาชนและประเทศชาติ ด้วยการการนำเสนอข้อเท็จจริงในสภา หากไม่ใช้เวทีสภาในการพยายามหาทางออกจากปัญหาร่วมกัน จะยิ่งทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายเกินกว่าที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะรับผิดชอบได้


“จุดยืนของเราในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้คือ นายกฯต้องลาออกทันที รัฐบาลต้องหยุดคุกคามประชาชนทันที ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมด และเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร่งด่วน เราในฐานะพรรคการเมืองจะทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจฝ่ายบริหารคู่ขนานไปกับเสียงเรียกร้องของประชาชนนอกสภา เพื่อให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริงในมุมมองที่ไม่ถูกครอบงำจากรัฐบาล ตอนนี้ประเทศเปรียบเหมือนผู้ป่วยโรคเบาหวาน ถ้าเกิดแผลลุกลาม ต้องตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พล.อ.ประยุทธ์ คืออวัยวะที่ต้องตัดทิ้งก่อนประเทศจะตาย” ผศ.ดร.อรุณี กล่าว


https://www.thaipost.net/main/detail/81602


วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ทนายอานนท์ ตัดสินใจไม่ประกัน กังวลขั้นตอนส่งตัวและเสียเงินประกัน เตรียมคัดค้านฝากขังครั้งที่ 2

 ตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. 63 หลังศาลจังหวัดเชียงใหม่ไม่อนุญาตให้ประกันตัว และถูกคุมขังในเรือนจำกลางเชียงใหม่ได้ 5 วัน อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ได้เขียนคำแถลงยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ มีใจความโดยสรุปว่า 


การคุมขังตัวผู้ต้องหาที่เกิดขึ้น ช่วยยืนยันความไม่เป็นปกติในสังคมและยืนยันว่าขบวนประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้รอบนี้มาถูกทางแล้ว ผู้ต้องหายืนยันว่าชีวิตของเขาอุทิศให้เพื่อการต่อสู้ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมแล้ว การจับกุมคุมขังไม่ได้ลดทอนหัวใจที่ร้อนเร่าของเขาได้ ภาพสะท้อนของปัญหากระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจนที่สุด คือบรรดาคำสั่ง คำพิพากษา รวมทั้งกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม 


ผู้ต้องหาเคยเชื่อมั่นในความยุติธรรมในระบบศาล จึงได้ตัดสินใจและตั้งใจเรียนกฎหมาย แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมากลับพบว่า อำนาจตุลาการเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยค้ำจุนอำนาจเผด็จการ


ตอนท้ายของคำแถลงระบุว่า “อยู่ในเรือนจำ ผมเฝ้าหวังอยู่ลึกๆ ว่าอำนาจตุลาการจะสำนึกในจุดบกพร่องนี้ และกลับมายืนข้างพี่น้องประชาชน ยืนเป็นเสาหลักให้สังคมต่อไป”


ก่อนที่วานนี้ (21 ต.ค. 63) ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่ให้ประกันตัวอานนท์ นำภา และประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในคดีการชุมนุม #เชียงใหม่จะไม่ทน ที่ประตูท่าแพ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 63  โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวทั้งสองคน และประสิทธิ์ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำกลางเชียงใหม่ในช่วงประมาณ 19.15 น. ของวานนี้ หลังนักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้ตำแหน่งยื่นขอประกันตัว และศาลจังหวัดเชียงใหม่อนุญาต 


ล่าสุดวันที่ 22 ต.ค. 63 เวลา 11.00 น. ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ ทนายความอาสาจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษชนได้เดินทางเข้าเยี่ยมอานนท์ เพื่อหารือแนวทางคดีและการประกันตัว แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ปฏิเสธไม่ให้ทนายความเข้าพบลูกความโดยต้องรอ “คำสั่ง” ก่อนจึงจะสามารถเข้าไปภายในเรือนจำได้ ในขณะที่ญาติของผู้ต้องขังคนอื่นๆ กลับเข้าไปได้ ทำให้ทีมทนายความต้องรออยู่นอกรั้วเรือนจำราว 30 นาที จนเวลาประมาณ 11.30 น. ทนายความจึงได้รับอนุญาตให้เข้าเรือนจำได้ แต่ยังคงติดปัญหาโต้แย้งกับเจ้าหน้าที่เรือนจำเรื่องการเข้าเยี่ยมอานนท์เพื่อปรึกษาคดีกับลูกความ


กระทั่งเวลาประมาณ 13.00 น. หลังทนายความและอานนท์ได้ปรึกษาหารือกันแล้ว อานนท์ตัดสินใจที่จะไม่ยื่นประกันตัว โดยทนายความเล่าว่า เหตุผลที่ไม่ยื่นประกันตัวต่อศาล เนื่องจากกังวลเรื่องการอายัดตัวอานนท์หลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำกลางเชียงใหม่ ซึ่งที่ผ่านมากระบวนการส่งตัวอานนท์ไปยังท้องที่ที่มีการดำเนินคดีไม่มีความแน่นอนและน่ากังวลที่จะถูกอุ้มหาย


จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 63 ซึ่งอานนท์ได้ถูกจับกุมตัวจากบริเวณที่ชุมนุมใกล้ทำเนียบรัฐบาล นำไปควบคุมตัวที่ บก.ตชด.ภาค 1 จ.ปทุมธานี และส่งตัวไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเครื่องบินจากกองบินตำรวจ ภายในกองทัพอากาศดอนเมือง โดยมีหน่วยคอมมานโดติดอาวุธครบมือและกระสุนปืนจริงร่วมควบคุมตัว และไม่อนุญาตให้ทนายความหรือผู้ได้รับความไว้วางใจเดินทางไปด้วย จากนั้นอานนท์ยังถูกนำตัวไปควบคุมที่กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะส่งตัวไปขออำนาจศาลในการฝากขังทันที โดยไม่รอทนายความ 


นอกจากนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตีราคาหลักประกันจำนวน 2 แสนบาท ซึ่งหากยื่นประกันตัวด้วยเงินจำนวนดังกล่าวแล้วกลับถูกอายัดตัวไปดำเนินคดีในคดีอื่นต่อ อานนท์เห็นว่าควรนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ในการประกันตัวประชาชนหรือนักศึกษาที่อาจถูกจับกุมหรือดำเนินคดีในอนาคตดีกว่า 


หลังจากอานนท์ตัดสินใจไม่ยื่นประกันตัว ทนายความได้เข้ายื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแสดงความประสงค์จะคัดค้านการฝากขังอานนท์ครั้งที่ 2 ของพนักงานสอบสวน ซึ่งจะครบกำหนดการฝากขังครั้งที่ 1 ในวันที่ 26 ต.ค. 63 และขอให้ศาลจังหวัดเชียงใหม่เบิกตัวพนักงานสอบสวนผู้ร้อง และอานนท์ ผู้ต้องหามาที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไต่สวนคัดค้านการฝากขังครั้งที่ 2 พร้อมทั้งแจ้งทนายความของผู้ต้องหาให้ทราบด้วย


ทั้งนี้ ช่วงวันที่ 23-25 ต.ค. 63 เป็นวันหยุดราชการที่จะทำให้ทนายความไม่สามารถเข้าเยี่ยมอานนท์เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งต้องติดตามว่าพนักงานสอบสวนและศาลจังหวัดเชียงใหม่จะดำเนินการอย่างไร หลังการตัดสินใจของอานนท์และการยื่นคำร้องของทนายความ


https://tlhr2014.com/?p=22319


เสียงของ‘รุ้ง’จากทัณฑสถานหญิง ยังอยู่ดี กร้าวแรงต้านจะทวีคูณ

(23 ตุลาคม 2563) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความถึงการเข้าเยี่ยม นางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ซึ่งถูกจับกุมตามหมายจับในช่วงเช้าวันที่ 15 ตุลาคม 2563 มีเนื้อหาดังนี้...


++ เสียงของ “รุ้ง ปนัสยา” จากทัณฑสถานหญิง ++


รุ้งแปลกตาเราไปมาก เธอถูกตัดผมสั้นประบ่า และผมถูกย้อมจากสีบลอนด์ทองเป็นสีดำ เธอสวมใส่ชุดผู้ต้องขังแรกรับสีน้ำตาล สวมหน้ากากสีน้ำเงิน และสวมหน้ากากพลาสติกคลุมหน้า (face shield)


เรายิ้มให้กัน และเริ่มคุยผ่านสายโทรศัพท์


รุ้งบอกว่า เพิ่งถูกตัดและย้อมผมเมื่อเช้า ก่อนที่ทนายความจะมาตีเยี่ยม ถ้าเราจำภาพล่าสุดของเธอได้คือเมื่อวานที่รุ้งและเพนกวินถูกควบคุมตัวส่งจาก บก.ตชด.ภาค 1 ไปยังศาลอาญา ในกระบวนการที่พนักงานสอบสวนขออำนาจศาลเพื่อฝากขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวน ตอนนั้นเธอยังผมยาวสีบลอนด์ทองและใส่เสื้อสีแดงเป็นเอกลักษณ์ แต่ตอนนี้ เธอผมสีดำและสั้นประบ่า เป็นไปตามข้อบังคับและกฎในเรือนจำที่นี่ เธอยังสวมแว่นสายตาอันเดิม ผู้คุมยังให้ใส่ได้ แต่ทราบว่าต้องหาแว่นที่ต้องตามระเบียบ คือกรอบพลาสติกสีดำไม่มีลวดลายใดๆ เท่านั้น คงต้องขอให้ที่บ้านตัดแว่นแล้วส่งเข้ามา เนื่องจากเป็นเลนส์พิเศษที่ต้องสั่งล่วงหน้า


เราถามไถ่ รุ้งบอกอยู่ได้ เราแจ้งว่าทางทนายได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้ประกันของรุ้ง เพนกวิน และไมค์ไปแล้วเช้านี้ รอฟังคำสั่ง


รุ้งถามถึงสถานการณ์การชุมนุมข้างนอกและเพื่อนๆ ของเธอ เธอดูปลื้มใจที่คนออกมามากมาย แต่ก็กังวลและห่วงความปลอดภัยของทุกคนด้วย พอเราเล่าถึงการแถลงข่าวของพลเอกประยุทธ์ว่า ถอยคนละก้าว รุ้งก็พูดยิ้มๆ ตามสไตล์เธอว่า “I Hear” แล้วแค่นหัวเราะ


เราได้อ่านข้อความที่เพื่อนและผู้คนฝากไปถึงรุ้ง เธอเริ่มน้ำตาคลอ ยิ้มไปในทีเมื่อรู้ว่าใครเป็นเจ้าของข้อความบ้าง และน้ำตาคลอด้วยความตื้นตัน ไม่ว่าจะข้อความกำลังใจจากเพื่อนๆ และจากคนที่ไม่รู้จักกันเลย เราได้เล่าให้ฟังว่า อาจารย์ธงชัยฝากให้กำลังใจ “และขอยกย่องหัวใจแข็งแกร่งของทุกคน”


เราถามสภาพในเรือนจำ รุ้งเล่าว่าที่นี่แออัดกว่าที่เรือนจำธัญบุรีและมีกฎระเบียบเข้มงวดกว่า ข้างในมีคนพอรู้ว่าเธอคือใคร มีผู้ต้องขังมาทักทายบ้าง โดยตอนนี้ต้องอยู่ในห้องกักโรครวมกับผู้ต้องขังหญิง ประมาณ 48 คน


เราบอกว่า อาจารย์ธงชัยฝากอีกอย่างว่า ในคุก หนังสือคือเพื่อนที่ดีที่สุด รุ้งบอกว่าพอหาหนังสืออ่านแล้ว แต่ได้แค่เล่มเดียวที่เธอว่าพอจะอ่านได้และมีประโยชน์ คือ ปรัชญาของวอลแตร์ ที่เหลือส่วนมากเป็นหนังสือศาสนา


เมื่อถามว่ามีอะไรอยากบอกคนข้างนอก บอกสาธารณชนบ้าง รุ้งแจ้งว่า “ยังอยู่ดี ยังไม่หายไปไหน ยังอยู่กับทุกคนในรูปแบบอุดมการณ์ ถึงตัวจะอยู่ในคุก แต่ใจอยู่กับทุกคนเสมอ ขอให้กำลังใจทุกคนที่เคลื่อนไหวต่อสู้ ขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ออกมาร่วมกับเพื่อนเราในทุกวัน ทำให้คนข้างในมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป


“ขอให้ไปร่วมกันเยอะๆ ให้พวกเผด็จการศักดินาเห็นว่า ตอนนี้ประชาชนออกมาแสดงจุดยืน แสดงอุดมการณ์ แสดงความต้องการแล้ว ถ้าหากพวกเผด็จการศักดินายังไม่หยุด ยังไม่ตอบสนองกับความต้องการของประชาชน การแสดงการต่อต้านจะทวีคูณ


“ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ”


ก่อนลาเพื่อพบและกอดอีกครั้ง เราต่างยิ้มและกลั้นน้ำตา ตัวเราเองอยากให้กำลังใจรุ้งอีกครั้ง เราหยิบสมุดบันทึกของเราขึ้นให้รุ้งดู มีสติ๊กเกอร์หมุดคณะราษฎรที่ 2 ที่ไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้สลายไป การสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำกลายเป็นการขยายและเติบโตของอุดมการณ์และการต่อสู้ไปอย่างกว้างขวางแล้ว


เราชูสามนิ้วให้กัน ให้รุ้งผู้เข้มแข็งและมั่นคง


ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” เป็นนักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เธอถูกจับกุมตามหมายจับในช่วงเช้าวันที่ 15 ต.ค. 63 ในคดีชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ก่อนถูกคุมขังที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี มาจนถึงวันที่ 20 ต.ค. 63


แม้จะได้รับการประกันตัวในคดีดังกล่าว แต่เธอถูกอายัดตัวต่อตามหมายจับในคดีการชุมนุมที่สนามหลวง เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 63 และศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว ทำให้ปนัสยาถูกส่งไปคุมขังในทัณฑสถานหญิงกลางมาตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. ถึงปัจจุบันเธอสูญเสียอิสรภาพมาแล้ว 8 วัน และยังต้องรอฟังผลการอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวดังกล่าว ดูน้อยลง

 

"เปรี้ยว" แอดมินเพจ"คำคมกับคนชอบกิน"ประกาศขายเพจหาเงินรักษาแม่ป่วย โดนนายหน้าแสบอมเงิน โร่แจ้ง ปอท.

 เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 22 ต.ค.63 ที่ บก.ปอท. นางแสงจันทร์ จำปาอ่อน หรือ เปรี้ยว อายุ 45 ปี เจ้าของและแอดมินเพจ "คำคมกับคนชอบกิน" ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนกว่า 2.5 แสนคน เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.สิปานันท์ โฉมวันดี รอง สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท. แจ้งว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อจากนายดิษฐพงษ์

(สงวนนามสกุล) เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Dissapong Bantaisong ที่ติดต่อเสนอตัวเป็นนายหน้าคนกลางในการซื้อขายเพจกลุ่มต่างๆ ในเฟซบุ๊กของตน ประกอบด้วย


"ม่ายวัยทอง วี 1"สมาชิก 3.3 แสนคน "ม่ายวัยทอง วี 3"สมาชิก 1.3 แสนคน "โลกีย์ขยี้ใจ วี 17" "แม่ม่ายในไฟโลกีย์ วี 16" "เพจดงแม่ม่าย" และ "เพจคำคมกับคนชอบกิน" ตนจึงตอบตกลงไป


ต่อมาวันที่ 18 ต.ค. นายดิษฐพงษ์ ได้โอนเงินค่ามัดจำมาให้จำนวน 10,000 บาท พร้อมกับแจ้งว่าได้มีคนตกลงซื้อกลุ่มไปหนึ่งกลุ่มจำนวน 70,000 บาท ยังคงเหลือเงินที่ต้องโอนให้ตนอีก 60,000 บาท


พร้อมกับขอให้ตนตั้งนายดิษฐพงษ์เป็นแอดมินร่วมเพจเพื่อจะได้เข้ามาดูรายละเอียดเชิงลึกของเพจ ด้วยความเชื่อใจจึงทำตามหลังจากเข้ามาแล้วก็ดีดตนออกจากการเป็นผู้ดูแล พร้อมกับบล็อคช่องทางติดต่อสื่อสารทั้งหมด จึงไปแจ้งความไว้ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ก่อนจะมาขอความช่วยเหลือ บก.ปอท.ในวันนี้


นางแสงจันทร์ กล่าวต่อ หลังจากนั้นก็มีคนชื่อเอฟ.ที่ซื้อกลุ่มๆ หนึ่งไปจากนายดิษฐพงษ์ แจ้งมาที่ตนให้ทราบว่าได้ซื้อและจ่ายเงินค่ากลุ่มไปแล้วโอนเงิน 3 ครั้ง 25,000 , 14,000 และ 7,000 บาท รวม 46,000 บาท


ส่วนกลุ่มและเพจอื่นๆ ยังไม่รู้ว่าเขาเอาขายใครแล้วหรือยัง อยากจะฝากบอกถ้าเอามาคืนตนก็จะยกเลิกไม่ดำเนินคดี ส่วนเงินที่เอาไปจะมาทยอยใช้คืนก็ได้ ตนมีความจำเป็นต้องอุปการะดํแลแม่ป่วยจริงๆ ถึงต้องประกาศขายเพจที่ทำมา ซึ่งเมื่อสามปีก่อนก็จำใจต้องขายเพจ "ปากหมาพาแรง"ที่มีคนติดตาม 8.7 แสนกว่าคนไปในราคา 2 แสนกว่าบาท คนซื้อเขาเอาไปทำคอนเท้นต์ต่อ เราก็ได้เงินมารักษาคุณแม่เช่นกัน


เบื้องต้นพนักงานสอบสวน บก.ปอท.รับแจ้งไว้ทำการตรวจสอบและประสานกับ สภ.เมืองปทุมธานี ท้องที่เกิดเหตุ เพื่อติดตามตัวนายหน้าแสบรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


เครดิต https://siamrath.co.th/n/191668


วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

อนาถใจ! พ่อกรอกน้ำยาล้างห้องน้ำลูกสาววัย 7 วัน ก่อนนำฝังดิน อ้างผิดหวังไม่ได้ลูกชาย

 


(24 กันยายน พ.ศ. 2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่ โดยการอำนวยการของ พล.ต.ต.พิเชษฐ จิระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ .พ.ต.อ.สุคนธ์ ศรีอรุณ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.กิตติพงษ์ เพ็ชรมุณี ผกก.สภ.ช้างเผือก , พ.ต.ท.บุรินทร์ ยมจินดา รอง ผกก.สส.สภ.ช้างเผือก กำลังประกอบด้วย  พ.ต.ท.ณัฐพล เอกฉันท์ สว.สส  ร.ต.อ.เกรียงศักดิ์  เครือทอง รอง สวป.ฯ  ได้ร่วมกันจับกุม นายอนุภาพ  (ปิดนามสกุล) อายุ  45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 23/11  ถ.ธานินทร์  ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 

 

โดยกล่าวหาว่า ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และปิดบังซ่อนเร้นทำลายศพ  เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ที่เลขที่ 23/11  ถ.ธานินทร์  ต.ช้างเผือก   อ.เมืองเชียงใหม่   จ.เชียงใหม่นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย


ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าของวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ รับแจ้งจากภรรยาของผู้ต้องหาว่าลูกสาวคือ ดญ.เอ (นามสมมุติ)อายุ 7 วันได้หายไป และสงสัยนายอนุภาพ สามี จะมีส่วนเกี่ยวข้อง  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงติดตามไปตรวจสอบและทำการควบคุมตัวนายอนุภาพไปสอบสวน ทางนายอนุภาพให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ฆ่า ด.ญ.เอ(นามสมมุติ) ลูกสาวที่เกิดได้เพียง 7 วัน โดยใช้น้ำยาล้างห้องน้ำกรอกปากจนถึงแก่ชีวิต แล้วนำศพไปฝั่งที่สุสานคริสต์ พื้นที่ อำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ จึงประสานหน่วยกู้ชีพฯมูลนิธิสว่างสำเร็จเชียงใหม่ และแพทย์เวร รพ.มหาราชนครเขียงใหม่ ขุดศพ นำร่างขึ้นมาเพื่อนำไปชันสูจน์พลิกศพที่โรงพยาบาลมหาราชอีกครั้ง


เบื้องต้นจากการสอบสวนทราบว่าเดิมทีนายอนุภาพ ทำอาชีพค้าขายสินค้ากิ๊ฟช็อป เป็นคนมีเชื่อสายจีนจากบรรพบุรุษ มีลูกสาวแล้ว 2 คนและหมายมั่นปั๋นมือจะเอาลูกชายไว้สืบสกุล ก่อนที่ภรรยาจะคลอดลูกสาว เมื่อ 6 วันก่อนสร้างความผิดหวังให้กับนายอนุภาพอย่างมาก ที่ไม่ได้ลูกชาย และนายอนุภาพ ก็มักบ่นกับทุกวันว่าเด็กไม่น่าเกิดมาเลย อีกทั้งภาวะเครียดหนักจากโรคระบาดโควิด ทำให้ธุรกิจที่ทำอยู่ประสพความล้มเหลวและเจอปัญหาเรื่อง การมีลูกไม่ได้ดังใจ จึงคิดสั้นอุ้มลูกออกจากบ้านและกรอกน้ำยาล้างห้องน้ำจนหมดขวด ก่อนจะเอาลูกไปฝั่งเพื่อหวังอำพรางคดี แต่มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวดำเนินคดี จึงให้การรับสารภาพชดใช้กรรมดังกล่าว

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

สมาคมธนาคารไทย ยืนยันทุกแบงก์ปฏิบัติตาม ปปง.อย่างเคร่งครัด

 


(24 ก.ย. 2563) จากกรณีที่ปรากฏรายงานข่าวทางเว็บไซต์ของสมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ว่า สถาบันการเงินหลายแห่งในหลายประเทศ รวมทั้ง 4 ธนาคารในประเทศไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมโอนเงินต้องสงสัย ตั้งแต่ปี 2542


โดย ICIJ อ้างว่าเป็นข้อมูลจากเอกสารของหน่วยงานเครือข่ายปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินแห่งสหรัฐอเมริกา (US Financial Crimes Enforcement Network หรือ FinCEN) นั้น


ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 63 นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติของกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด


ทั้งนี้ ทุกธนาคารได้มีการกำหนดนโยบายและวิธีปฏิบัติที่เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล ซึ่งมีกระบวนการรับลูกค้าและพิสูจน์ทราบตัวตน การตรวจสอบรายชื่อลูกค้าและรายชื่อประเทศที่ห้ามทำธุรกรรม (Sanction) มาตรการบริหารความเสี่ยง


ตลอดจนการตรวจสอบการทำธุรกรรมของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรายงานธุรกรรมที่ผิดปกติหรือที่มีเหตุอันควรสงสัย ไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)


นอกจากนี้ สมาคมธนาคารไทยได้ให้ความสำคัญในการสร้างมาตรฐานการทำงานของระบบธนาคารตามประกาศ Industry Code of Conduct เพื่อให้ทุกธนาคารนำไปปรับใช้ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวรวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน


สำหรับ กรณีดังกล่าว ทางสมาคมธนาคารไทย ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ปปง. อย่างใกล้ชิด ในการตรวจสอบข้อมูลที่มีการอ้างถึงที่ยังไม่สามารถทราบความถูกต้อง และรายละเอียดของเอกสารข้อมูลที่ชัดเจน



เพียงแต่สันนิษฐานได้ว่าหากเป็นข้อมูลที่ได้จาก FinCen ก็น่าจะเป็นการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยของสถาบันการเงินสหรัฐอเมริกา ภายใต้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกระบวนการดำเนินงานปกติ และไม่ได้หมายความว่าธุรกรรมที่ถูกรายงานจะเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเสมอไป ตามที่ธปท.ได้ให้รายละเอียดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว


ขณะที่ นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธปท.กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่สถาบันการเงินภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ มีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยต่อ FinCen เป็นปกติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอยู่แล้ว และไม่ได้หมายความว่าธุรกรรมที่ถูกรายงานจะเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเสมอไป เรื่องนี้จึงขอให้รอการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน


"ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้มีแนวทางการกำกับดูแลและตรวจสอบสถาบันการเงิน ตั้งแต่ขั้นตอนการทำความรู้จักตัวตนลูกค้า การตรวจสอบและการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยตามหลักเกณฑ์ที่ ปปง. กำหนดอย่างเคร่งครัด โดย ธปท. และ ปปง.ประสานงานกันเพื่อกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด" 

"มาคาเลียส" ชูแผน ไไฮบริด มาร์เก็ตติ้ง" ลุยตลาดฝ่าวิกฤติท่องเที่ยวไตรมาสสุดท้าย

 


มาคาเลียส ออนไลน์ทราเวลแพลตฟอร์ม (Online Travel Platform) แหล่งรวมและจำหน่ายวอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศไทย ปรับแผนการตลาดโค้งสุดท้ายแห่งปี ชูกลยุทธ์ “ไฮบริด มาร์เก็ตติ้ง” (Hybrid Marketing) ผสานแฟลตฟอร์มออนไลน์และออนกราวด์ หวังช่วยกระตุ้นธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวภายในประเทศให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ประเดิมอีเว้นท์แรกในงาน ทราเวลเลอร์ส เอ็กซ์โปร์ 2020 (Traveler Expo 2020) จัดแพคเกจสุดคุ้มพร้อมเสิร์ฟนักท่องเที่ยว ตั้งเป้าปิดดีลสิ้นปียอดรวมกว่า 150,000 ดีล หรือกว่า 200 ล้านบาท


นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ในสถานการณ์ปัจจุบันภาพรวมด้านธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวในประเทศไทยถือว่าซบเซาอย่างหนัก เนื่องจากขณะนี้การจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัว เพราะหลายประเทศทั่วโลกยังมีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบใหม่อีก รวมถึงข่าวลือในประเทศไทย ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยที่เหมือนจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ที่ผ่าน กลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง ถึงแม้ภาครัฐบาลจะพยายามกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างหนัก โดยมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมจัดกิจกรรมโปรโมทและกระตุ้นให้คนไทยออกมาท่องเที่ยวผ่านโครงการต่างๆ  แต่ทั้งนี้บริษัทฯ เชื่อมั่นว่ายังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องการออกมาท่องเที่ยว เนื่องจากยังมียอดสั่งจองวอร์เชอร์ที่พักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีความกังวลในด้านมาตรการด้านความปลอดภัยของโรงแรม และยังขาดความมั่นใจในมาตรการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบ 2 จากภาครัฐ


ดังนั้นแผนการตลาดของบริษัทฯ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2020 บริษัทฯ จึงมุ่งเร่งสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยของการใช้บริการ พร้อมทั้งได้ใช้กลยุทธ์ “ไฮบริด มาร์เก็ตติ้ง” (Hybrid Marketing) ซึ่งเป็นการเชื่อมแฟลตฟอร์มออนไลน์และออนกราวด์เข้าด้วยกัน พร้อมทั้งเดินหน้าจับมือกับพันธมิตรในธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าตลาดท่องเที่ยวในประเทศไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยแบ่งออกเป็น “ที่พักและสถานที่ท่องเที่ยว” (Accommodation & Tourist Spot) ปัจจุบันบริษัทฯ มีดีลกับที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญกว่า 500 แห่ง ตั้งแต่ระดับโฮมสเตย์ไปจนถึงลักซ์ชัวรี่โฮเทล แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งแผนต่อจากนี้ไปจะดำเนินการหาพันธมิตรเพิ่มเติมให้ครบทั่วภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว ตั้งเป้าจะมีดีลให้บริการภายในสิ้นปีนี้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 100% หรือกว่า 1,000 แห่ง อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้ขอความร่วมมือกับที่พักต่างๆ ให้เข้มงวดด้านการดูแลรักษาความสะอาดเพื่อสุขอนามัยของผู้มาใช้บริการ พร้อมทั้งได้ช่วยประชาสัมพันธ์ถึงมาตรการดังกล่าวผ่านทางช่องทางต่างๆ ของบริษัทฯ เพิ่มด้วย


ต่อด้วย “กิจกรรมออนไลน์” (Online Activity) การเชิญกลุ่มบล็อกเกอร์ด้านท่องเที่ยวที่มีความรู้ด้านการท่องเที่ยวและเป็นพันธมิตรของบริษัทฯ มาร่วมสร้างคอนเทนต์ภายใต้แคมเปญ Makalius X Influencers เสมือนเป็นการทดลองเที่ยวก่อนลูกค้าเพื่อช่วยพิสูจน์ว่าที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนั้นเป็นตามที่โฆษณา และได้มาตรฐานการดูแลด้านความปลอดภัยด้านสุขอนามัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าอีกทางหนึ่งถึงการซื้อบริการของสถานที่นั้นไปใช้ โดยในขณะนี้บริษัทฯ ได้มีกลุ่มบล็อกเกอร์เข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยกันโปรโมทแล้วกว่า 20 ท่าน และมียอดผู้ติดตาม (Follower) รวมกว่า 20 ล้านคน


ปิดท้ายด้วย “กิจกรรมออนกราวด์” (On-Ground Activity) ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคบางส่วนยังให้ความสำคัญกับสิ่งของหรือบริการที่จับต้องได้ โดยในปีนี้ถือเป็นปีแรกที่บริษัทฯ หันมาลงกิจกรรมออนกราวด์เต็มรูปแบบ ประเดิมงานแรก “ทราเวลเลอร์ส เอ็กซ์โปร์ 2020” (Traveler Expo 2020) วันที่ 1-4 ตุลาคม 2563 บูธเลขที่ T22-T27 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ที่โชว์จุดเด่นด้วยการขนวอเชอร์ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร กว่า 50 ดีล จาก 13 โรงแรมดัง จัดโปรโมชั่นพิเศษลดสูงสุดกว่า 89% ราคาเริ่มต้นดีลละ 420 บาท นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมแจกที่พักพร้อมวอเชอร์เงินสดวันละ 10 รางวัลตลอดการจัดงาน ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะจัดกิจกรรมในรูปแบบออนกราวด์ประมาณ 3-4 ครั้งต่อปี พร้อมทั้งจัดกิจกรรมใหญ่ในรูปแบบ “มาคาเลียสแฟร์” (Makalius) มหกรรมการท่องเที่ยวที่ร่วมกับพันธมิตรที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารทั่วประเทศไทย


นางสาวณีรนุช กล่าวต่อว่า “จากการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่นี้ จะสามารถช่วยกระตุ้นภาพรวมธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมทั้งตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้ บริษัทฯ จะสามารถปิดดีลที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหาร ได้รวมกว่า 150,000 ดีล หรือมีมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท”