วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

อนาถใจ! พ่อกรอกน้ำยาล้างห้องน้ำลูกสาววัย 7 วัน ก่อนนำฝังดิน อ้างผิดหวังไม่ได้ลูกชาย

 


(24 กันยายน พ.ศ. 2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก จว.เชียงใหม่ โดยการอำนวยการของ พล.ต.ต.พิเชษฐ จิระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ .พ.ต.อ.สุคนธ์ ศรีอรุณ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.กิตติพงษ์ เพ็ชรมุณี ผกก.สภ.ช้างเผือก , พ.ต.ท.บุรินทร์ ยมจินดา รอง ผกก.สส.สภ.ช้างเผือก กำลังประกอบด้วย  พ.ต.ท.ณัฐพล เอกฉันท์ สว.สส  ร.ต.อ.เกรียงศักดิ์  เครือทอง รอง สวป.ฯ  ได้ร่วมกันจับกุม นายอนุภาพ  (ปิดนามสกุล) อายุ  45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 23/11  ถ.ธานินทร์  ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 

 

โดยกล่าวหาว่า ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และปิดบังซ่อนเร้นทำลายศพ  เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ที่เลขที่ 23/11  ถ.ธานินทร์  ต.ช้างเผือก   อ.เมืองเชียงใหม่   จ.เชียงใหม่นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย


ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าของวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ รับแจ้งจากภรรยาของผู้ต้องหาว่าลูกสาวคือ ดญ.เอ (นามสมมุติ)อายุ 7 วันได้หายไป และสงสัยนายอนุภาพ สามี จะมีส่วนเกี่ยวข้อง  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงติดตามไปตรวจสอบและทำการควบคุมตัวนายอนุภาพไปสอบสวน ทางนายอนุภาพให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ฆ่า ด.ญ.เอ(นามสมมุติ) ลูกสาวที่เกิดได้เพียง 7 วัน โดยใช้น้ำยาล้างห้องน้ำกรอกปากจนถึงแก่ชีวิต แล้วนำศพไปฝั่งที่สุสานคริสต์ พื้นที่ อำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ จึงประสานหน่วยกู้ชีพฯมูลนิธิสว่างสำเร็จเชียงใหม่ และแพทย์เวร รพ.มหาราชนครเขียงใหม่ ขุดศพ นำร่างขึ้นมาเพื่อนำไปชันสูจน์พลิกศพที่โรงพยาบาลมหาราชอีกครั้ง


เบื้องต้นจากการสอบสวนทราบว่าเดิมทีนายอนุภาพ ทำอาชีพค้าขายสินค้ากิ๊ฟช็อป เป็นคนมีเชื่อสายจีนจากบรรพบุรุษ มีลูกสาวแล้ว 2 คนและหมายมั่นปั๋นมือจะเอาลูกชายไว้สืบสกุล ก่อนที่ภรรยาจะคลอดลูกสาว เมื่อ 6 วันก่อนสร้างความผิดหวังให้กับนายอนุภาพอย่างมาก ที่ไม่ได้ลูกชาย และนายอนุภาพ ก็มักบ่นกับทุกวันว่าเด็กไม่น่าเกิดมาเลย อีกทั้งภาวะเครียดหนักจากโรคระบาดโควิด ทำให้ธุรกิจที่ทำอยู่ประสพความล้มเหลวและเจอปัญหาเรื่อง การมีลูกไม่ได้ดังใจ จึงคิดสั้นอุ้มลูกออกจากบ้านและกรอกน้ำยาล้างห้องน้ำจนหมดขวด ก่อนจะเอาลูกไปฝั่งเพื่อหวังอำพรางคดี แต่มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวดำเนินคดี จึงให้การรับสารภาพชดใช้กรรมดังกล่าว

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

สมาคมธนาคารไทย ยืนยันทุกแบงก์ปฏิบัติตาม ปปง.อย่างเคร่งครัด

 


(24 ก.ย. 2563) จากกรณีที่ปรากฏรายงานข่าวทางเว็บไซต์ของสมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ว่า สถาบันการเงินหลายแห่งในหลายประเทศ รวมทั้ง 4 ธนาคารในประเทศไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมโอนเงินต้องสงสัย ตั้งแต่ปี 2542


โดย ICIJ อ้างว่าเป็นข้อมูลจากเอกสารของหน่วยงานเครือข่ายปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินแห่งสหรัฐอเมริกา (US Financial Crimes Enforcement Network หรือ FinCEN) นั้น


ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 63 นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติของกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด


ทั้งนี้ ทุกธนาคารได้มีการกำหนดนโยบายและวิธีปฏิบัติที่เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล ซึ่งมีกระบวนการรับลูกค้าและพิสูจน์ทราบตัวตน การตรวจสอบรายชื่อลูกค้าและรายชื่อประเทศที่ห้ามทำธุรกรรม (Sanction) มาตรการบริหารความเสี่ยง


ตลอดจนการตรวจสอบการทำธุรกรรมของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรายงานธุรกรรมที่ผิดปกติหรือที่มีเหตุอันควรสงสัย ไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)


นอกจากนี้ สมาคมธนาคารไทยได้ให้ความสำคัญในการสร้างมาตรฐานการทำงานของระบบธนาคารตามประกาศ Industry Code of Conduct เพื่อให้ทุกธนาคารนำไปปรับใช้ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวรวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน


สำหรับ กรณีดังกล่าว ทางสมาคมธนาคารไทย ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ปปง. อย่างใกล้ชิด ในการตรวจสอบข้อมูลที่มีการอ้างถึงที่ยังไม่สามารถทราบความถูกต้อง และรายละเอียดของเอกสารข้อมูลที่ชัดเจน



เพียงแต่สันนิษฐานได้ว่าหากเป็นข้อมูลที่ได้จาก FinCen ก็น่าจะเป็นการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยของสถาบันการเงินสหรัฐอเมริกา ภายใต้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกระบวนการดำเนินงานปกติ และไม่ได้หมายความว่าธุรกรรมที่ถูกรายงานจะเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเสมอไป ตามที่ธปท.ได้ให้รายละเอียดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว


ขณะที่ นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธปท.กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่สถาบันการเงินภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ มีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยต่อ FinCen เป็นปกติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอยู่แล้ว และไม่ได้หมายความว่าธุรกรรมที่ถูกรายงานจะเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเสมอไป เรื่องนี้จึงขอให้รอการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน


"ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้มีแนวทางการกำกับดูแลและตรวจสอบสถาบันการเงิน ตั้งแต่ขั้นตอนการทำความรู้จักตัวตนลูกค้า การตรวจสอบและการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยตามหลักเกณฑ์ที่ ปปง. กำหนดอย่างเคร่งครัด โดย ธปท. และ ปปง.ประสานงานกันเพื่อกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด" 

"มาคาเลียส" ชูแผน ไไฮบริด มาร์เก็ตติ้ง" ลุยตลาดฝ่าวิกฤติท่องเที่ยวไตรมาสสุดท้าย

 


มาคาเลียส ออนไลน์ทราเวลแพลตฟอร์ม (Online Travel Platform) แหล่งรวมและจำหน่ายวอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศไทย ปรับแผนการตลาดโค้งสุดท้ายแห่งปี ชูกลยุทธ์ “ไฮบริด มาร์เก็ตติ้ง” (Hybrid Marketing) ผสานแฟลตฟอร์มออนไลน์และออนกราวด์ หวังช่วยกระตุ้นธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวภายในประเทศให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ประเดิมอีเว้นท์แรกในงาน ทราเวลเลอร์ส เอ็กซ์โปร์ 2020 (Traveler Expo 2020) จัดแพคเกจสุดคุ้มพร้อมเสิร์ฟนักท่องเที่ยว ตั้งเป้าปิดดีลสิ้นปียอดรวมกว่า 150,000 ดีล หรือกว่า 200 ล้านบาท


นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ในสถานการณ์ปัจจุบันภาพรวมด้านธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวในประเทศไทยถือว่าซบเซาอย่างหนัก เนื่องจากขณะนี้การจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัว เพราะหลายประเทศทั่วโลกยังมีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบใหม่อีก รวมถึงข่าวลือในประเทศไทย ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยที่เหมือนจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ที่ผ่าน กลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง ถึงแม้ภาครัฐบาลจะพยายามกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างหนัก โดยมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมจัดกิจกรรมโปรโมทและกระตุ้นให้คนไทยออกมาท่องเที่ยวผ่านโครงการต่างๆ  แต่ทั้งนี้บริษัทฯ เชื่อมั่นว่ายังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องการออกมาท่องเที่ยว เนื่องจากยังมียอดสั่งจองวอร์เชอร์ที่พักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีความกังวลในด้านมาตรการด้านความปลอดภัยของโรงแรม และยังขาดความมั่นใจในมาตรการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบ 2 จากภาครัฐ


ดังนั้นแผนการตลาดของบริษัทฯ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2020 บริษัทฯ จึงมุ่งเร่งสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยของการใช้บริการ พร้อมทั้งได้ใช้กลยุทธ์ “ไฮบริด มาร์เก็ตติ้ง” (Hybrid Marketing) ซึ่งเป็นการเชื่อมแฟลตฟอร์มออนไลน์และออนกราวด์เข้าด้วยกัน พร้อมทั้งเดินหน้าจับมือกับพันธมิตรในธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าตลาดท่องเที่ยวในประเทศไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยแบ่งออกเป็น “ที่พักและสถานที่ท่องเที่ยว” (Accommodation & Tourist Spot) ปัจจุบันบริษัทฯ มีดีลกับที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญกว่า 500 แห่ง ตั้งแต่ระดับโฮมสเตย์ไปจนถึงลักซ์ชัวรี่โฮเทล แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งแผนต่อจากนี้ไปจะดำเนินการหาพันธมิตรเพิ่มเติมให้ครบทั่วภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว ตั้งเป้าจะมีดีลให้บริการภายในสิ้นปีนี้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 100% หรือกว่า 1,000 แห่ง อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้ขอความร่วมมือกับที่พักต่างๆ ให้เข้มงวดด้านการดูแลรักษาความสะอาดเพื่อสุขอนามัยของผู้มาใช้บริการ พร้อมทั้งได้ช่วยประชาสัมพันธ์ถึงมาตรการดังกล่าวผ่านทางช่องทางต่างๆ ของบริษัทฯ เพิ่มด้วย


ต่อด้วย “กิจกรรมออนไลน์” (Online Activity) การเชิญกลุ่มบล็อกเกอร์ด้านท่องเที่ยวที่มีความรู้ด้านการท่องเที่ยวและเป็นพันธมิตรของบริษัทฯ มาร่วมสร้างคอนเทนต์ภายใต้แคมเปญ Makalius X Influencers เสมือนเป็นการทดลองเที่ยวก่อนลูกค้าเพื่อช่วยพิสูจน์ว่าที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนั้นเป็นตามที่โฆษณา และได้มาตรฐานการดูแลด้านความปลอดภัยด้านสุขอนามัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าอีกทางหนึ่งถึงการซื้อบริการของสถานที่นั้นไปใช้ โดยในขณะนี้บริษัทฯ ได้มีกลุ่มบล็อกเกอร์เข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยกันโปรโมทแล้วกว่า 20 ท่าน และมียอดผู้ติดตาม (Follower) รวมกว่า 20 ล้านคน


ปิดท้ายด้วย “กิจกรรมออนกราวด์” (On-Ground Activity) ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคบางส่วนยังให้ความสำคัญกับสิ่งของหรือบริการที่จับต้องได้ โดยในปีนี้ถือเป็นปีแรกที่บริษัทฯ หันมาลงกิจกรรมออนกราวด์เต็มรูปแบบ ประเดิมงานแรก “ทราเวลเลอร์ส เอ็กซ์โปร์ 2020” (Traveler Expo 2020) วันที่ 1-4 ตุลาคม 2563 บูธเลขที่ T22-T27 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ที่โชว์จุดเด่นด้วยการขนวอเชอร์ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร กว่า 50 ดีล จาก 13 โรงแรมดัง จัดโปรโมชั่นพิเศษลดสูงสุดกว่า 89% ราคาเริ่มต้นดีลละ 420 บาท นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมแจกที่พักพร้อมวอเชอร์เงินสดวันละ 10 รางวัลตลอดการจัดงาน ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะจัดกิจกรรมในรูปแบบออนกราวด์ประมาณ 3-4 ครั้งต่อปี พร้อมทั้งจัดกิจกรรมใหญ่ในรูปแบบ “มาคาเลียสแฟร์” (Makalius) มหกรรมการท่องเที่ยวที่ร่วมกับพันธมิตรที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารทั่วประเทศไทย


นางสาวณีรนุช กล่าวต่อว่า “จากการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่นี้ จะสามารถช่วยกระตุ้นภาพรวมธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมทั้งตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้ บริษัทฯ จะสามารถปิดดีลที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหาร ได้รวมกว่า 150,000 ดีล หรือมีมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท”

 


(24 ก.ย. 2563) เกือบ 40 ปีที่ "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ พำนักในบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตั้งแต่สมัยเป็น ผบ.ทบ. จนถึงนายกรัฐมนตรี แล้วก้าวมาสู่ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ บ้านในตำนานหลังนี้ได้ผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่สำคัญมามากมายพร้อมกับตัวท่าน จนจวบวาระสุดท้ายในชีวิตที่ได้จากไปพร้อมกัน เหลือไว้เพียงความทรงจำ และบันทึกเป็นประวัติศาสตร์


ทุกครั้งที่ "บ้านสี่เสาฯ" เปิดประตูออก จะต้องมีคณะบุคคลสำคัญระดับประเทศ บิ๊กทหาร บิ๊กตำรวจ นักการเมือง เดินเข้าไปเพื่อคารวะเนื่องในโอกาสและวาระต่างๆ ที่พักหลังนี้จึงเปรียบเสมือนศูนย์กลางอำนาจ ของกองทัพและการเมือง ด้วยบทบาทของ "พล.อ.เปรม" ในฐานะผู้มากบารมี ผู้อาวุโสของชาติ รัฐบุรุษหนึ่งเดียวของประเทศ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาต่างๆ ในบ้านเมือง หรือกองทัพ หรือแม้แต่วิกฤติทางการเมือง "ป๋าเปรม" มักจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่ทุกคนต้องเข้ามาขอคำปรึกษาเพื่อหาทางออก และจะกลับไปด้วยข้อคิดที่ดี ด้วยประสบการณ์ของท่านที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน จึงได้นำกลับไปแก้ปมปัญหาต่างๆ จนสำเร็จลุล่วง

 

เส้นทาง พล.อ.เปรม กำเนิดจากเหล่าทหารม้า ไต่เต้าเป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า จนมาถึงแม่ทัพภาคที่ 2 แล้วก้าวขึ้นสู่ ผบ.ทบ. กระทั่งได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ทำให้บทบาทของ พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพไปทุกวงการ นั่นยิ่งทำให้บารมีของ พล.อ.เปรม เบ่งบาน และมิใช่เพิ่งมาเกิดตอนที่เป็น ผบ.ทบ. หรือ นายกฯ หรือ ประธานองคมนตรี แต่เกิดจาก พล.อ.เปรม ได้สั่งสมได้สร้างด้วยความเป็นคนมีน้ำใจ จึงทำให้บารมีนี้อยู่คู่ตัวไปตลอดกาล



ทุกวิกฤติของประเทศ ทุกปัญหาของชาติ ทั้งในเรื่องกองทัพ หรือปัญหาบ้านเมือง "พล.อ.เปรม" เป็นผู้เดียวที่มองทะลุถึงปัญหาต่างๆ พร้อมกับมีคำแนะนำ คำเสนอแนะ ให้กับผู้ที่มาขอคำปรึกษาจนมีทางออกเสมอ จนบางครั้งวงการทหารมักจะเอ่ยปาก "หากมีปัญหา ถามหาป๋าได้"


แต่หลังจากการถึงอสัญกรรมของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 พ.ค.62 จากอาการป่วยระบบหัวใจล้มเหลว และจากไปในวัย 98 ปี "บ้านสี่เสาเทเวศร์" ก็เริ่มเงียบเหงา บรรยากาศดูเศร้าโศก เพราะเหมือนขาดเสาหลักของบ้านหลังนี้ไป ทำให้นายทหารในบ้าน และลูกๆ ป๋าต่างเริ่มทยอยเก็บข้าวของและของใช้ส่วนตัวท่านด้วยความอาลัย เพื่อไปไว้ยังพิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความเคารพและรำลึกถึงท่านด้วย



จากนั้นบ้านสี่เสาฯก็ถูกส่งคืนให้กรมสวัสดิการทหาร เพื่อมอบต่อให้ "กองทัพบก" ก่อนจะถึงมือ "สำนักพระราชวัง" เมื่อ 31 ต.ค.2562 ก็ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่และรอบๆ ตัวบ้าน ซึ่งยังมีโครงสร้างที่ดี แม้กาลเวลาจะผ่านไปมากกว่า 50 ปี เพราะบ้านสี่เสาฯแห่งนี้เคยเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งของ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" ตั้งแต่เป็น ผบ.ทบ. และนายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ของประเทศไทย ที่ "จอมพลสฤษดิ์" มีดำริให้สร้างขึ้นมา โดยยึดโยงที่ตั้งใกล้พื้นที่กองทัพบก สวนรื่นฤดี และเดิมบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของเสาไฟฟ้า 4 ต้น รองรับหม้อแปลงจ่ายไฟให้กับรถรางสายเทเวศร์-ท่าเตียน ผู้คนจึงเรียกขานว่า "สี่เสา" ส่วน "เทเวศร์" มีที่มาจากชื่อของวังเทเวศร์ ที่ตั้งอยู่ถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ


โดยบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตั้งอยู่เลขที่ 279 ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งเคยเป็นที่พักทั้งของ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" อดีตนายกฯ และ "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ แต่หลังจากคืนให้กองทัพบก ส่งต่อให้สำนักพระราชวัง ปัจจุบันได้ให้เจ้าหน้าที่เข้ามารื้อถอนแล้วบางส่วน โดยมีเครื่องจักรกลขนาดใหญ่กำลังรื้อถอนบ้านพักในส่วนที่เป็นปูน ขณะที่หน้าบ้านที่เคยเป็นป้อมรักษาการณ์ได้ถูกทุบไปแล้วเช่นกัน เหลือเพียงเศษหิน เศษปูน เป็นกองๆ ส่วนบริเวณหลังบ้าน มีเครื่องจักรขนาดใหญ่กำลังทำงาน แต่บริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่ ยังไม่มีการตัดหรือรื้อถอนกำแพงบ้านออก



บ้านสี่เสาฯมีกำแพงหน้าบ้าน พร้อมประตูเข้าออก 2 ซ้าย-ขวา ตรงกลางจะปลูกต้นไม้สูงไว้คล้ายกำแพง มีลานสนามหญ้า และสวนหย่อมกับบ่อน้ำขนาดใหญ่ ตัวบ้านส่วนใหญ่เป็นปูนสีขาว หลังคาเป็นทรงหน้าจั่วปูกระเบื้องสีน้ำเงิน ปีกซ้ายภายในตัวบ้านชั้นล่างเป็นห้องรับรอง ด้านขวาเป็นที่พักของทหารประจำบ้าน ด้านหลังเป็นห้องนั่งเล่น เคยมีเปียโนตัวโปรดตั้งอยู่ ผนังบ้านในมุมต่างๆ จะมีรูปถ่ายของ พล.อ.เปรม ประดับไว้ภายใน ส่วนชั้น 2 เป็นห้องนอนโล่ง


ด้านนอกตัวบ้านนับเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ทางการเมือง พล.อ.เปรม มักใช้เป็นที่ประกอบพิธีในโอกาสต่างๆโดยพูดกับผู้ที่เข้าพบในวาระต่างๆ โดยเฉพาะประตูเหล็กสีเทากำแพงด้านข้างตัวบ้านก็มีตำนานเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวข้องกับเหตุการปฏิวัติรัฐประหาร ที่บุคคลสำคัญๆ หรือนายทหาร ที่มาขอคำปรึกษาใช้เดินเข้า-ออกประจำ แทนการใช้ประตูด้านหน้า



ส่วนห้องที่ พล.อ.เปรม ชอบมากที่สุดคือ จะเป็นห้องรับแขกเล็ก ซึ่งเป็นห้องดนตรีเก่า อยู่โซนด้านหน้าของตัวบ้าน พล.อ.เปรม มักจะมาร้องเพลง เล่นเปียโน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน ห้องนี้เปรียบเสมือนห้องแห่งความสุข เพราะเวลาเล่นดนตรีจึงไม่อยากไปไหน มีความสุขด้วย บางทีเล่นคนเดียว ร้องเพลงคนเดียว ส่วนกิจวัตรระหว่างวัน ท่านเป็นคนอ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ดูข่าวทางโทรทัศน์ และกีฬา กอล์ฟ เทนนิส รวมทั้งการออกกำลังกาย แต่ที่สำคัญจะให้เวลากับตัวเองในการเดินออกกำลังกาย 30 นาทีในสวน


นับจากนี้อีก 1 อาทิตย์ บ้านสี่เสาเทเวศร์ ตำนานบ้านพัก 2 ผบ.ทบ. 2 นายกรัฐมนตรี ที่ถือว่าเป็นบ้านอันทรงพลัง ผ่านบันทึกหน้าประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานจะถูกทุบทิ้งจนไม่เหลือแม่แต่ซากอิฐ หิน ปูน ทุกอย่างจะถูกรื้อถอนจนเกลี้ยง และจะเหลือไว้แต่เพียงความทรงจำของถนนสายอำนาจทางการเมือง การทหาร ถือเป็นการปิดฉากบ้านสี่เสาฯอย่างสมบูรณ์.


Credit: https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1935681


ผู้เขียน : คชสีห์ 88


กราฟิก : Taechita Vijitgrittapong

วิษณุ ชี้เป็นสิทธิ บิ๊กโจ๊ก ฟ้อง นายกฯ ตู่ นำเทียบคดี ถวิล ไม่ได้

 


(23 กันยายน 2563) เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อศาลปกครอง โดยอ้างเหตุว่าออกคำสั่งย้ายโอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่า ไม่เป็นไร ก็ใช้สิทธิของเขาไป เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติอะไร และไม่เป็นความผิดอะไรด้วย


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการนำกรณีไปเทียบกับการสั่งย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายวิษณุ กล่าวว่า มันมีความแตกต่างกัน เพราะว่ากรณีของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ นั้นมาตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)


 เมื่อถามว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ไม่สามารถกลับไปดำรงตำแหน่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แล้วใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตามคำสั่ง คสช.ได้ระบุไว้ในบทเฉพาะกาล ซึ่งชื่อของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ อยู่ในบัญชีที่ 5 ซึ่งคนที่อยู่ในบัญชีนี้ หากจะกลับไปได้ก็ต่อเมื่อปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้รายงานต่อนายกฯ หากนายกฯให้ความเห็นชอบก็นำความกราบบังคมทูลต่อไป ซึ่งหมายความว่า ช่องทางเปิดเอาไว้ จึงไม่ได้ว่า อะไร


 “หากคิดว่า นั่งนิ่งๆ แล้วปีกว่า และไม่เห็นว่า มีการสอบอะไรก็มีสิทธิจะร้องได้ เขาก็โวยกันทุกคน ไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่า ไม่ได้ออกมาโวยกับสื่อเท่านั้น บางคนโวยแล้วได้ผล ความจริงที่ยังไม่ได้กลับไปแต่ละคน มันมีเหตุผลอธิบายทั้งนั้น แต่ไม่อยากออกมาพูดกับสื่อ เพราะพูดไปพูดมาอาจทำให้เจ้าตัวเสียหาย ไม่มีหรอกที่จะลืม ปัญหามันก็ติดอยู่เท่านั้นเอง ทีนี้เมื่อถามมาก็ต้องพูด แต่เมื่อพูดอาจจะเกิดความเสียหาย ก็อย่าเพิ่งพูด” รองนายกฯ กล่าว


เมื่อถามว่า หากศาลปกครองมีคำสั่งออกมาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง นายกฯจะต้องรับผิดชอบอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนกรณีนายถวิลต้องไปดูว่าตอนนั้นไปย้ายเขาอย่างไร และพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ มาโดยอะไร มันคนละกรณีกัน และคนที่มากันเยอะๆ มาโดยกรณีใด รวมทั้งพล.ต.ท.สุรเชษฐ์เองก็มาไม่เหมือนกับ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ซึ่งตนไม่ทราบว่ากรณีของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ตรวจสอบเสร็จสิ้นหรือยัง เพราะเป็นเรื่องของทางตำรวจ


เมื่อถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ก็ยังไม่ทราบว่าตัวเองมีความผิดอะไรใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า การย้ายมาในกรณีอื่นอาจจะต้องมาด้วยความผิด แต่บางกรณีไม่ต้องมีความผิดก็สามารถย้ายมาได้โดยเหตุผลตามมาตรา 44


เมื่อถามว่า การต่อสู้ของนายกฯในคดีนี้ ดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่หรือไม่ นายวิษณุ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว


เมื่อถามว่า นายวิษณุ จะทำหน้าที่ฝ่ายกฎหมายให้นายกฯ ในเรื่องนี้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มี ไม่ต้อง เพราะมีฝ่ายกฎหมายประจำในสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ตนไม่เกี่ยวอะไร

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

ข่าวดี! ครม.แจกสะบัด "5 โครงการ" - จ้างเด็กจบใหม่วงเงิน 19,462 ล้านบาท

 


(23 ก.ย. 2563) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการใช้เงินกู้ 2 โครงการ ได้แก่

1.โครงการ “คนละครึ่ง” แจกเงิน 3,000 บาทให้ประชาชนทั่วไป

2.โครงการเพิ่มวงเงินซื้อของกินของใช้ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 500 บาทเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อหมุนเวียนในระบบให้เกิดการบริโภค โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าขายปลีก สิ่งที่ได้เน้นย้ำคือให้ประชาชนเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล หรืออีวอลเล็ตและคิวอาร์โค้ด ซึ่งทุกร้านจะต้องมีคิวอาร์โค้ดเพื่อรัฐบาลจะจ่ายเงินลงไปโดยไม่ต้องผ่านใคร โดย 2 โครงการนี้ที่ ครม.อนุมัติจะเป็นการกระตุ้นค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ ลดค่าครองชีพ เมื่อมีคนจับจ่ายใช้สอยพ่อค้าแม่ค้าในตลาดก็จะมีเงินไปต่อยอดซื้อขายต่อไปเรื่อยๆ ตรงนี้ไม่ได้เป็นการสนับสนุนผู้ที่มีรายได้สูงแต่ประการใด

สำหรับโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.นี้ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 13.94 ล้านคน ส่วนโครงการคนละครึ่งที่จะใช้วิธีร่วมจ่าย 50% ไม่เกิน 100 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน จะนำเสนอให้ ครม.อนุมัติในสัปดาห์หน้า โดยการประชุม ครม.ครั้งนี้เป็นการเห็นชอบในหลักการ ซึ่งกระทรวงการคลังและสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะไปจัดทำรายละเอียด เข้าใจว่า เพื่อให้มาตรการที่ออกมาเกิดความรัดกุม และให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงโครงการนี้มากที่สุดและทำให้เกิดความสะดวกสบายและง่ายในการเข้าถึงโครงการนี้จึงต้องไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังช่วยอีก

3.โครงการ โดยเห็นชอบให้ความช่วยเกษตรกรทดแทนผู้เสียชีวิตที่มีสิทธิโครงการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด เป็นเงิน 15,000 บาท จำนวน 5,278 ราย โดยขยายเวลาการจ่ายเงินให้ความช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มนี้ ภายในวันที่ 30 ก.ย.63 ส่วนกรณีที่เกษตรกรผู้มีสิทธิภายใต้โครงการเสียชีวิตจริงก่อนระยะเวลาโครงการ ต้องยืนยันว่าได้มีการตรวจสอบแล้วว่าเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนทดแทนเป็นเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามที่โครงการกำหนด จึงจะสามารถจ่ายเงินเยียวยาตามสิทธิของเกษตรกรผู้เสียชีวิตให้กับเกษตรกรผู้รับช่วง ซึ่งจำนวนที่มีอยู่ 13,283 รายนั้น เห็นควรให้กระทรวงเกษตรฯพิจารณาความจำเป็นและเหมาะสมของการให้ความช่วยเหลือ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.ยังเห็นชอบขยายระยะเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาออกไป 1 ปี จากที่สิ้นสุดเดือน ก.ย.นี้ เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.63-ก.ย.64 แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 13.9 ล้านคน คิดเป็นครัวเรือนประมาณ 8 ล้านครัวเรือน ซึ่ง 1 ครัวเรือน สามารถใช้ได้เพียง 1 สิทธิ จัดเป็นมาตรการที่

4.สำหรับมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่เคยอนุมัติไปแล้ว ประกอบด้วย
- 1.ค่าไฟฟ้า กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือนติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน ให้ใช้สิทธิค่าไฟฟ้าฟรี แต่กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วยต่อเดือน ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใช้สิทธิตามมาตรการนี้ ในวงเงิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน หากใช้เกินวงเงิน ผู้ถือบัตรต้องเป็นผู้จ่ายค่าไฟฟ้าทั้งหมด
- 2.ค่าน้ำประปา ให้ใช้ในวงเงิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน หากใช้เกิน ผู้ถือบัตรต้องเป็นผู้จ่ายค่าน้ำประปาทั้งหมด

ส่วนมาตรการที่ 5.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบ

5. โครงการส่งเสริมการจ้างงานสําหรับผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐ และเอกชน ของกรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กรอบวงเงินไม่เกิน 19,462 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือการจ้างงานให้ผู้จบการศึกษาใหม่ได้มีงานทำมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มทักษะและประสบการณ์ในการทำงาน รวมทั้งยังเป็นการช่วยเหลือสถานประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง มีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชน และผู้จบการศึกษาใหม่ 260,000 คน ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานจะจ่ายเงินอุดหนุนเงินเดือนให้ 50% ให้ผู้จบการศึกษาใหม่ตามอัตราเงินเดือนแยกตามวุฒิไม่เกิน 7,500 บาท/เดือน/คนในระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่ 1 ต.ค.63-30 ก.ย.64 โดยมีเงื่อนไขว่านายจ้างอยู่ในระบบประกันสังคมและไม่เลิกจ้างลูกจ้างเดิมเกิน 15% ใน 1 ปี

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่จะได้รับทั้งผู้จบการศึกษาใหม่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน ลดปัญหาการว่างงาน นายจ้าง หรือสถานประกอบการยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ รัฐบาลก็จะได้รายได้กลับมาจากการเก็บภาษีด้วย ขณะเดียวกัน ระหว่างวันที่ 26-28 ก.ย.นี้ ได้จัดงาน “จ๊อบ เอ็กซ์โป” หรือมหกรรมจัดหางานครั้งยิ่งใหญ่ “ไทยมีงานทำ” ที่ไบเทค บางนา มีตำแหน่งงานว่างไม่น้อยกว่า 1 ล้านตำแหน่ง.

พบศพนักเรียนวัย17ปี นอนเสียชีวิตป่าข้างทาง คาด จยย.ล้มดับ

 


22 กันยายน 2563 เมื่อเวลา 09.00 น. ร.ต.อ.ถิรวัฒน์ เยี่ยมอ่อน รอง สว.สส.สภ.กบินทร์บุรี ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุมูลนิธิสัจจะพุทธธรรมแห่งประเทศไทยกบินทร์บุรี ว่า พบผู้เสียชีวิต 1 รายบริเวณป่าหญ้าริมถนนสาย 304 กบินทร์บุรี มุ่งหน้าฉะเชิงเทรา ม.8 ต.กบินทร์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เลยจากโรงพยาบาลกบินทร์บุรี ไปประมาณ 200 เมตร


หลังจากรับแจ้ง จึงได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลกบินทร์บุรีและอาสาสมัครสัจจะพุทธธรรมแห่งประเทศไทย กบินทร์บุรี ที่เกิดเหตุพบศพผู้เสียชีวิต เป็นชาย 1 รายอยู่ในสภาพนอนคว่ำหน้าอยู่ในป่าข้างทางสวมกางเกงขาสั้นลายทหาร ใส่เสื้อคลุมสีดำแขนยาวทับเสื้อคอกลมสีเทา สะพายกระเป๋าข้างสีกรมท่า คาดขาวภายในกระเป๋า พบโทรศัพท์ 1 เครื่อง บุหรี่ ไฟเช็ค บัตรประชาชนและบัตรนักศึกษาของโรงเรียนวิทยาลัยการอาชีพกบินทร์บุรี ระบุชื่อ นายจิรศักดิ์ แก้วพันมา อายุ 17 ปี อยู่บ้านเลขที่ 88 ม. 4 ต.บ่อทอง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี แพทย์ลงความเห็นว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้ว 6-7 ชั่วโมง ใกล้กันกับผู้เสียชีวิต พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ HONDA Wave 110 i สีน้ำเงินดำ ทะเบียน 1 กฎ 7598ปราจีนบุรี ล้อหน้าบิดเบี้ยว และให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยสัจจะนำไปไว้ที่โรงพยาบาลกบินทร์บุรีเพื่อติดต่อญาติให้มารับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนาต่อไป


จากการสอบสวน ทราบว่า นายจิรศักดิ์ แก้วพันมา ได้ขับรถ จยย. ออกจากบ้านในช่วงกลางดึกเพื่อขับรถไปหาแฟนอยู่บริเวณข้างโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 93 จนถึงเช้านายวิระพงษ์ โลสูงเนิน อายุ 51 ปี ได้เดินออกจากที่พักเพื่อจะไปทำงานที่อู่ซ่อมรถที่หน้าโรงพยาบาลกบินทร์บุรี ได้พบจักยานยนต์และผู้เสียชีวิตอยู่บริเวณข้างทาง จึงแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบส่วนสาเหตุการเสียชีวิตในครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า นายจิรศักดิ์ แก้วพันมา คาดว่าน่าจะขับรถประสบอุบัติเหตุเอง